แหล่งเรียนรู้อำเภอทับคล้อ

ประเพณีกวนข้าวทิพย์

ตำนาน
                โบราณกล่าวว่าข้าวทิพย์หรือ ข้าวมธุปายาสนั้น เป็นอาหารวิเศษใช้สำหรับถวายเทวดา ทั้งยังมีความเชื่อที่ว่า หากผู้ใดได้บริโภคข้าวทิพย์แล้ว จะประสบโชคลาภต่างๆ นานา ปราศจากโรคาพยาธิ ภัยพิบัติ ประสบสิ่งที่เป็นมงคล และมีกำลังวังชาแข็งแรงกว่าใครๆ      การกวนข้าวทิพย์นั้นเป็นพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ ที่สอดแทรกเข้ามาปะปนในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา โดยมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา เพื่อถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ บูชาพระรัตนตรัย และอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย แต่เดิมกระทำกันในเดือน ๑๐
                แต่ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่นิยมจัดกันในเดือน ๖ เครื่องกวนข้าวทิพย์นั้นทำจากสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์ใช้รับประทานหลากหลายชนิด จนเรียกได้ว่าทำมาจากอาหาร ๑๐๘ อย่าง เช่น น้ำนมข้าว ข้าวสาลี ข้าวตอก ข้าวเม่าสาคู เผือก มัน นม เนย น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ธัญพืชคั่วสุกชนิดต่างๆ เช่น ถั่ว งา ลูกเดือย เมล็ดแตง เมล็ดบัว ผลไม้สด ผลไม้แห้ง เช่น มะพร้าว มะม่วง กล้วย ทุเรียน ละมุด ลำไย ส้ม ขนุน เป็นต้น นำมาบดผสมในน้ำกะทิกรองเอาแต่น้ำ แล้วนำมากวนบนไฟอ่อนๆ เรียกการกวนนี้ว่าประเพณีกวนข้าวทิพย์"
ความสำคัญ
                พิธีกวนข้าวทิพย์ เป็นประเพณีที่ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหตุการณ์ที่นางสุชาดาได้กวนข้าวทิพย์ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ แล้วนำไปถวายพระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ ๑ วัน โดยถือว่ามีผลานิสงฆ์มาก ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงพร้อมใจกันกวนข้าวทิพย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เทิดทูนพระเกียรติคุณด้วยความกตัญญูกตเวทิตาธรรม นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความพร้อมเพรีงของคนในชุมชน และถือเป็นการรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม
ความเชื่อ
                พุทธศาสนิกชนชาวตำบลทับคล้อ ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยวัดมงคล ทับคล้อ พระอารามหลวง และชุมชนพร้อมใจกันกวนข้าวทิพย์ โดยมีความเชื่อว่าเมื่อทำครบถ้วนตามพิธีแล้ว จะเป็นสิริมงคลแก่ผู้ทำและผู้บริโภค ผู้ใดได้บริโภคข้าวทิพย์แล้ว จะประสบโชคลาภต่างๆ นานา ปราศจากโรคาพยาธิ ภัยพิบัติ ประสบสิ่งที่เป็นมงคล และมีกำลังวังชาแข็งแรงกว่าใครๆ   กลุ่มคนที่เชื่อ กลุ่มชาติพันธุ์ไทยกลาง จีน และอีสาน ประชาชนชาวตำบลทับคล้อ ชุมชน  ชุมชน ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา ในเขตตำบลทับคล้อ จำนวนกว่า ,๐๐๐ คนโอกาส ฤดูกาล เวลา และสถานที่
                ก่อนวันวิสาขบูชา ๑ วัน คือ วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ณ วัดมงคลทับคล้อ พระอารามหลวง
รูปแบบและกรบวนการของพิธีกรรม
                พิธีกระทำ ๒ วัน เหมือนในสมัยโบราณ โดยจะทำก่อนวันวิสาขบูชา ๑ วัน คือ วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ตอนเช้า จะมีการเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีกรรมต่าง ๆ ทั้งพิธีพราหมณ์และพุทธ พิธีการกวนข้าวทิพย์จะนำหญิงสาวพรหมจารีย์ ซึ่งเป็นเด็กหญิงที่ยังเป็นรอบเดือน จำนวน ๔ คน นุ่งขาวห่มขาว (นัยว่าเป็นตัวแทนของนางสุชาดา ผู้นำข้าวมธุปายาสมาถวายพระพุทธเจ้า) เริ่มต้นกวนเป็นพิธี หลังจากนั้นก็ให้กลุ่มแม่บ้าน ชุมชนและเยาวชนกวนต่อ ใช้เวลากวนประมาณ ๓๐-๔๐ นาที กระทั่งน้ำเครื่องทิพย์จับตัวเป็นเนื้อเดียวกันโดยไม่ติดกระทะก็ถือว่าสุกได้ที่ เทใส่ภาชนะโรยด้วยถั่ว งา ทิ้งไว้ให้คลายความร้อนแล้วบรรจุใส่ถุงพลาสติก นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกในตอนเย็น เพื่อเพิ่มความขลังและความเป็นศิริมงคลแก่ผู้บริโภค ตอนเย็น มีการสวดพระพุทธมนต์ (สวดมนต์เย็น) พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เจ็ดตำนานและธรรมจักรกัปปวัตนสูตร พอรุ่งเช้าวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งตรงวันวิสาขบูชา จัดถวายเป็นพุทธบูชาและถวายพระสงฆ์ และแจกจ่ายแก่ผู้ร่วมพิธีและบุคคลทั่วไปบูชาไปบริโภคพื่อความเป็นศิริมงคล
เครื่องปรุงในการกวนข้าวทิพย์
                เครื่องปรุงที่กวน ได้แก่ น้ำนมโคสด (ปัจจุบันใช้นมข้นหวานแทน) น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ชะเอมเทศ น้ำตาลกรวด น้ำตาลหม้อ ข้าวตอก ข้าวเม่า ธัญพืชต่าง ๆ ที่คั่วสุก ถั่ว งา ลูกเดือย เมล็ดแตง เผือกมัน เมล็ดบัว มะพร้าวแก่ มะพร้าวอ่อน ผลไม้สด ผลไม้แห้ง เช่น มะม่วง กล้วย ทุเรียน ละมุด ลำไย ส้ม ขนุน เป็นต้น ทั้งนี้แล้วแต่ความเหมาะสมเท่าที่จะหาได้หรือปรับปรุงให้มีรสชาติ หอมหวาน อร่อย ตามความต้องการของผู้กวนในแต่ละท้องถิ่น
การจัดเตรียมการในพิธีกวนข้าวทิพย์ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องสังเวย
                ต้องปลูกโรงพิธีขึ้น ๑ หลัง ให้กว้างใหญ่พอสมควร เพื่อตั้งโต๊ะบูชาพระพุทธรูป อาสน์สงฆ์ โต๊ะบูชาเทวรูป และที่ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธี คือ พราหมณ์ โหร (ผู้ที่มีความรู้ในพิธีกรรมอย่างดี) เทพยดา นางฟ้า สาวพรหมจารี และทายก ทายิกา ฯลฯ นั่งฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และก่อเตาตั้งกะทะกวนภายในโรงพิธี จัดหาพายสำหรับกวนกะทะละ ๓ เล่ม ตั้งราชวัฏ ฉัตร ธง ผูกต้นกล้วย อ้อย ทั้ง ๔ มุม หรือครบ ๘ ทิศยิ่งดี แล้วยกศาลเพียงตาขึ้นไว้ในทิศที่เป็นศรีของวัน คือ ทิศที่เทวดาสถิตในวันกวน ตั้งเครื่องสังเวย ประกอบด้วย หัวหมู บายศรี เป็ด ไก่ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน
 จัดที่บูชา ๒ ที่ คือ
                - โต๊ะบูชาพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ ถ้าสถานที่ไม่อำนวย มีไม้มหาโพธิ์ใส่กระถางตั้งไว้ด้านหลังพระพุทธรูป (ถ้ามี) ส่วนประกอบอื่นเหมือนการจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาทั่วไป
                - โต๊ะบูชาเทวรูป มีพระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ เป็นต้น สุดแต่จะหาได้ พระฤาษี ๕ ตน ถ้าหายากก็ต้องให้ได้อย่างน้อย ๑ ตน สมมติเป็นฤาษีกไลยโกฏ มีเครื่องบูชา เช่นเดียวกัน
จัดตั้งอาสนะสงฆ์ด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปให้สูงกว่าพื้นที่สัปบุรุษทายกทายิกา และผู้เข้าร่วมพิธีนั่ง
                ประเพณีกวนข้าวทิพย์จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความศรัทธาความเชื่อที่ยังมีอยู่ ของประชาชนและผู้นำในชุมชนที่จะร่วมมือกันอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ เพราะต้องใช้ความร่วมมือร่วมใจของประชาชนจำนวนมาก ในการเตรียมการ การจัดหาอุปกรณ์ในการกวน แรงงานในการกวน และการเตรียมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินที่ใช้ในการจัดซื้อจัดหาสิ่งของต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
                ปราชญ์ผู้รู้ เจ้าพิธี นายบัว วังศรีคูณ ด้านพิธีพราหมณ์ พระราชพุฒิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร พระปิฎกคุณาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอทับคล้อ ด้านพิธีพุทธ และนางทองรวม เทียนยัง ปราชญ์ชาวบ้านผู้ชำนาญด้านการกวนข้าวทิพย์



















ประเพณีทำบุญตักบาตรเทโวโรหนะ


ตำนาน
                ตามตำนานพระพุทธศาสนา กล่าวถึง การทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ มาจากคำว่า เทโวโรหณะ หมายถึง การเสด็จจากเทวโลก(สวรรค์)ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้กล่าวถึง ประวัติในเหตุการณ์ นี้ว่า เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ได้เสด็จประกาศพระศาสนาทั่วแคว้นชมพูทวีป เริ่มตั้งแต่เมืองราชคฤห์พารานสี สาวัตถี ตลอดจนเมืองกบิลพัสต์ที่เมื่องกบิลพัสต์ ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา พระนางมหาประชาบดี โคตรมี พระนางพิมพา และพระราหุลราชบุตร ตลอดจนถึงพระประยูรญาติทั้งหลาย ต่างได้บรรลุมรรคผลสมควรแก่อุปนิสัยแห่งตนเอง
                ณ กาลนั้น พระองค์ทรงรำลึกถึง พระนางสิริมหามายาพระพุทธมารดา ซึ่งเสด็จสิ้นพระชนม์ หลังจากพระพุทธองค์ประสูติได้ ๗ ราตรี ทรงดำริที่จะสนองคุณพระพุทธมารดา ซึ่งมีพระคุณล้นฟ้า มหาสมุทร ซึ่งมีเพียงพระอภิธรรมเท่านั้นที่ควรค่าแก่การทดแทนพระคุณเกษียรธารา (น้ำนม) ในพรรษานั้น นับตั้งแต่ได้ตรัสรู้พรรษาที่ ๗ พระพุทธองค์จึงเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเทศนาพระอภิธรรมปิฏกโปรดพระพุทธมารดาตลอดพรรษา ตลอดจนเหล่าเทพเทวดา อันมีท้าวสักกะเทวราชเป็นประมุข ซึ่งต่างก็บรรลุอริยมรรค อริยผล เป็นพระอรหันต์กันทั่วหน้า
                ครั้นถึงวันปวารณาออกพรรษา วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ พระพุทธองค์จึงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ ในการครั้งนั้น ท้าวสักกะเทวราชมีบัญชาให้พระวิษณุกรรม นิรมิตบันไดทิพย์ทั้ง ๓ ได้แก่บันไดแก้ว บันไดทอง บันไดเงินทอดจากสวรรค์สู่โลกมนุษย์ทางประตูเมืองสังกัสนคร เป็นทางเสด็จของพระพุทธองค์ ณ ที่นั้น พุทธศาสนิกชนต่างมารอรับเพื่อตักบาตรภัตตาหารกันอย่างเนืองแน่น
                ในวันนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพุทธาภินิหาร บันดาลให้ชาวโลกทั้งสาม คือ สวรรค์(เทวดา) มนุษย์ และนรกภูมิ ต่างสามารถแลเห็นกันได้ตลอดทั้งวันทั้งสามโลกเป็นอัศจรรย์ กล่าวกันว่าแม้ในนรกขุมที่มืดสนิทก็มีแสงสว่างพร่างพรายขึ้นชั่วขณะ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นอนุสติเตือนใจ แก่เหล่าพุทธศาสนิกชน ถึงผลแห่งการประพฤติดี ประพฤติชั่ว ตามคำสอนของพระพุทธองค์ จึงมีชื่อเรียกขานอีกอย่างหนึ่งว่า วันพระเจ้าเปิดโลก
                ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวพุทธ จึงยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาว่า ในวันแรมขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี จะจัดให้มีงานทำบุญตักบาตร เพื่อรำลึกถึงประวัติในเหตุการณ์คล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ถึงโลกมนุษย์ 
ประวัติความเป็นมา
                ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ ที่วัดพระพุทธบาทเขาทรายนั้น เนื่องจาก วัดพระพุทธบาทเขาทรายเป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดพิจิตรแต่เดิมชื่อว่า วัดวังเดือนห้าก่อตั้งราวปี ๒๔๗๔ เดิมตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามที่ว่าการอำเภอทับคล้อในปัจจุบัน ต่อมาเกิดอุทกภัยน้ำท่วมเป็นประจำจึงย้ายมาอยู่ ณ บริเวณตลาดสดเช้าเขาทราย และต่อมาได้ย้ายมาตั้งอยู่ติดบริเวณเขาในปัจจุบัน โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘
                ทางวัดได้จัดให้มีประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ สืบทอดกันมานานกว่า ๕๐ ปี เนื่องจากบริเวณวัดอยู่ติดกับเขาและมีทำเลคล้ายคลึงกับตำนานทางพระพุทธศาสนา ชาวตำบลเขาทรายจึงพร้อมใจกันจัดงานขึ้นโดยถือเอาวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี เป็นวันทำบุญตักบาตร ซึ่งช้ากว่าตำนานทางพระพุทธศาสนา ๑ วัน เนื่องจากผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเขาทรายในอดีต ต้องการให้ชาวพุทธญาติธรรมที่อาศัยอยู่บริวณใกล้เคียง ได้มีโอกาสเดินทางมาร่วมทำบุญโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งถือเป็นกุศโลบายอันชาญฉลาดของบรรพบุรุษ เพื่อจะรวบรวมชาวพุทธญาติธรรมให้มาร่วมทำบุญในวันนี้ให้มากที่สุด และทำให้เป็นประเพณีตักบาตรเทโว-โรหณะที่ยิ่งใหญ่ โดยถือปฎบัติกันเรื่อยมา ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกงานนี้ติดปากว่า วันตักบาตรพระร้อยเนื่องจากมีพระภิกษุสงฆ์มารับบิณฑบาตหลายร้อยรูป นั่นเอง
                ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ สมัยที่ นายประสาท พงษ์ศิวภัย ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้เล็งเห็นว่าประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะของวัดเขาทราย เป็นประเพณีเก่าแก่ของจังหวัดพิจิตรซึ่งจัดสืบทอดกันมากว่า ๕๐ ปี ในแต่ละปีมีประชาชนในจังหวัดพิจิตรและพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก จึงส่งเสริมให้เป็นงานประเพณีระดับจังหวัด เพื่อส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเพื่อให้สอดคล้องกับตำนานในพระพุทธศาสนา จึงร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลตำบลเขาทราย) ตลอดจนประชาชนคิดจัดขบวนสมมุติเป็นขบวนเทวดา (ท้าวสักกะเทวราชา เสด็จนำพุทธองค์จากสรวงสวรรค์สู่โลกมนุษย์) ทั้งนี้โดยความเห็นพร้องของทุกฝ่าย เพื่อให้เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันไป ประชาชนชาวพิจิตรจึงพร้อมใจกันให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรทุกคน รับเป็นองค์สมมุติท้าวสักกะเทวราช โดยมี นายประสาท พงษ์ศิวภัย เป็นท่านแรก และถือปฏิบัติกันสืบต่อมาจนปัจจุบัน
ความมุ่งหมายของประเพณี
                ๑. เพื่อส่งเสริมและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสืบไป
                ๒. เพื่อดำรงรักษาประเพณีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ ตามตำนานในพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ และยึดถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันไป
                ๓. เพื่อเสริมสร้างสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน โดยนำพระพุทธศาสนามาเป็นตัวเชื่อมประสานให้ประชาชนเกิดความสามัคคีรักใคร่ปรองดองกัน
โอกาส เวลา และสถานที่
                ช่วงเวลาที่จัดงาน วันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี (หลังวันออกพรรษา ๑ วัน) ณ วัดพระพุทธบาทเขาทราย ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร
ขั้นตอนการปฎิบัติงานหรือพิธีกรรม
                การปฏิบัติพิธีกรรมจะประกอบด้วยพิธีทางศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ ดังนี้
                - ก่อนถึงวันจัดงาน ทางวัดจะนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จากวัดในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดพิจิตร และจังหวัดใกล้เคียง มารับบิณฑบาต จำนวน ๕๐๙ รูป
เริ่มงานวันแรก ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑
                - เวลา ๑๗.๐๐ น. มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีปิดทองพระเนตรพระพุทธไสยาสน โดยมี นายอำเภอทับคล้อ เป็นประธาน และมีมหรสพสมโภช
งานวันที่สอง เป็นวันตักบาตรเทโวโรหณะ ตรงกับวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑
                - เวลา ๐๗.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมด เสร็จแล้วนำพระภิกษุสงฆ์ขึ้นไปบนยอดเขา
                - เวลา ๐๘.๐๙ น. ประกอบพิธีพราหมณ์บวงสรวงเทพยดา เพื่อสวมชุดท้าวสักกะ เทวราช ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร (โดยพราหมณ์จากสำนักหมอพราหมณ์)
                - พิธีเปิดงาน โดยมี ส.ส. พิจิตร เขต ๒ เป็นประธาน (ประธานลั่นฆ้อง ๓ ครั้ง)
                - การแสดงรำ (สมมุติเป็นเหล่านางฟ้าร่ายรำรับขบวนท้าวสักกะเทวราช บริเวณ เชิงเขา)
                - ท้าวสักกะเทวราช นำขบวนองค์รักษ์ เหล่าเทพเทวดา นางฟ้าและพระภิกษุสงฆ์เดินลงจากยอดเขาเพื่อรับบิณฑบาต
                - พุทธศาสนิกชนทำบุญตักบาตร
                - เวลา ๑๑.๓๐ น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์
                - ผู้ร่วมงานชมการแสดง เลือกชมและซื้อสินค้า OTOP
                - เวลา ๑๙.๓๐ น. - ๒๔.๐๐ น. มหรสพสมโภช
ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
                เป็นอนุสติเตือนใจแก่เหล่าพุทธศาสนิกชน ถึงผลแห่งการประพฤติดี ประพฤติชั่วตามคำสอนของพระพุทธองค์กลุ่มคนที่เชื่อ
                ชาวพุทธญาติธรรมชาวตำบลเขาทราย และตำบลใกล้เคียงอีก 3 ตำบล คือ ตำบลทับคล้อ ตำบลเขาเจ็ดลูก และตำบลท้ายทุ่ง รวมทั้งประชาชนในจังหวัดพิจิตร และจังหวัดเพชรบูรณ์
คุณค่าของประเพณี
                ๑ พุทธศาสนิกชน รำลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ถึงโลกมนุษย์ ซึ่งเป็นวันปวารณาออกพรรษา ร่วมกันทำบุญตักบาตร และยึดถือปฏิบัติและสืบทอดประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ ตามตำนานในพระพุทธศาสนา ให้คงอยู่สืบไป
                ๒ พุทธศาสนิกชนเกิดความศรัทธาในพุทธศาสนา มีผลให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง
เจ้าพิธี
                พราหมณ์จากสำนักหมอพราหมณ์

การสืบทอดประเพณี
                ส่งเสริมให้เป็นประเพณีสำคัญระดับจังหวัด โดยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ตลอดจนพ่อค้า ประชาชน บ้าน วัด และโรงเรียน ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความรักและหวงแหนในประเพณีของท้องถิ่น และร่วมมือกันสืบทอดประเพณีให้คงอยู่สืบไป


















นายเชียงศักดิ์ ทองประเสริฐ
ประวัติ
                นายเชียงศักดิ์ ทองประเสริฐ อายุ 74 ปี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2481 ที่บ้านทับคล้อ พื้นเพเป็นคน ทับคล้อโดยกำเนิด ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 432 หมู่ 2 ตำบลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนผดุงวิทยศึกษา อำเภอทับคล้อ (ปัจจุบันเลิกกิจการแล้ว)
ความสำคัญ
                นายเชียงศักดิ์ ทองประเสริฐ สมัครเป็นสมาชิกสภาวัฒนธรรมอำเภอทับคล้อ และได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทับคล้อ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 10 ปี และเป็นผู้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมในอำเภอทับคล้อ มาโดยตลอด
                นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งกรรมการสภาลานบุญ ลานปัญญา ของวัดมงคลทับคล้อ พระอารามหลวงโดยทำหน้าที่เหรัญญิกดูแลเบิกจ่ายเงินโครงการต่างๆ เป็นไวยาวัจกรของวัด เป็นเหรัญญิกมูลนิธิวัดมงคลทับคล้อเป็นประธานสภาเทศบาลตำบลทับคล้อ เป็นประธานชมรมผู้สูงอายุอำเภอทับคล้อ และเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัด อีกด้วย

ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
                มีความเชี่ยวชาญในด้านการเงิน เป็นที่ไว้วางใจของเจ้าอาสาวัดมงคลทับคล้อ ให้ดูแลเบิกจ่ายเงินของวัดทุกบัญชี โดยทำหน้าที่เป็นไวยาวัจกรของวัด
ผลงาน
                ได้รับเกียรติบัตรผู้มีคุณูปการเกี่ยวกับงานวัฒนธรรมของชาติ จากคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2550















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น